อำนาจหน้าที่อัยการ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยถาน พ.ศ. 2525ได้นิยามว่า          คำว่า "อัยการ" ไว้ 2 นัย คือ "ชื่อกรมหนึ่งซึ่งมีหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน"        
  และ    "เจ้าหน้าที่ในกรมนั้นผู้ทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน"
ภารกิจของอัยการ
          ภารกิจของอัยการอาจแบ่งเป็นหลักใหญ่  ๆ  ดังนี้
             1.  งานอำนวยความยุติธรรมทางอาญา
             เมื่อมีเหตุและละเมิดกระบิลเมือง  เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวน  จับกุมสอบสวน  แล้วเสนอสำนวน
การสอบสวนต่ออัยการ อัยการเป็นจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานากการสอบสวนพียงพอที่จะพิสูจน์ให้รับฟังได้โดยปราศจาก
ข้อสงสัยหรือไม่ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา หากเห็นว่าเพียงพออัยการก็จะสั่งฟ้องหากเห็นว่าไม่เพียงพอก็จะ
สั่งไม่ฟ้อง หรือหากเห็นว่าการสอบสวนยังไม่สิ้นกระแสความก็จะสั่งให้พนักงานสอบสวนทำารสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนด
ให้จนกว่าจะเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง เมื่อสั่งฟ้องแล้วก็จะติดตามดำเนินคดีในศาล และเมื่อศาลมีคำพิพากษา
แล้วหากเห็นว่าคำพิพากษาไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมก็จะอุทธรณ์ฎีกาต่อไปจนถึงที่สุด
              ดังนั้น   อัยการจึงเป็นองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลและคานอำนาจการใช้ดุลพินิจทั้งของพนักงานสอบสวนและศาลเพื่อให้เป็นไป
อย่างถูกต้องชอบธรรม
              นอกเหนือจากหน้าที่ในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้ว อัยการยังมีหน้าที่ในการมีส่วนร่วมสอบสวนคดีที่ผู้ต้องหาหรือ
ผู้เสียหายหรือพยานเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งอัยการจะเข้าไปมีส่วนในการอำนวยความยุติธรรมตั้งแต่ในชั้นสอบสวน โดยจะเข้าสอบ
ปากคำผู้ต้องหา สอบปากคำพยาน ผู้เสียหายและการให้พยานเด็กทำการชี้ตัวผู้ต้องหาด้วย ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองให้เยาวชนผู้นั้นได้รับการ
ปฏิบัติที่เหมาะสมแก่วัย
               หน้าที่อีกประการหนึ่งคือการเป็นหลักประกันความเป็นธรรมในสังคมเกี่ยวกับคดีวิสามัญฆาตกรรมคือในกรณีความตาย
เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เช่นกรณีที่คนร้ายถึงแก่ความตายเนื่องจากยิงต่อสู้กับ
เจ้าพนักงาน ดังที่เรียกกันเป็นภาษาพูดว่า "คดีวิสามัญฆาตกรรม" หรือมีคนตายในระหว่างอยู่ในความควคุมของเจ้าพนักงาน
ซึ่งอ้างว่าเป็นปฏิบัติราชการตามหน้าที่กฎหมายกำหนดให้อัยการเข้าไปร่วมชันสูตรพลิกศพด้วยเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ
ของประชาชนว่าการตายนั้นต้องไม่เกิดจากการกระทำเกินขอบเขตแห่งกฎหมายของเจ้าหน้าที่นั้น ๆ
         2.  งานด้านคดีอาญาระหว่างประเทศ
               (ก)   คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน   ในกรณีมีผู้ก่ออาชญากรรมขึ้นในต่างประเทศแล้วหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรรัฐบาล
แห่งประเทศที่ความผิดเกิดนั้นอาจขอให้ไทยส่งตัวบุคคลผู้กระทำความผิดกลับคืนไปให้ประเทศนั้น ๆ ดำเนินคดีได้ตามหลักเกณฑ์
แห่งสนธิสัญญาที่ได้ทำไว้ต่อกัน หรือแม้แต่ประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทยแต่มีสัมพันธ์ไมตรีทางการทูตต่อกัน
ก็สามารถขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้โดยอาศัยหลักถ้อยที่ถ้อยปฏิบัติต่อกันผ่านวิถีทางการทูต กล่าวคือ ประทั้งสองจะถือเป็นหลักการ
ว่าหากประเทศไทยให้ความร่วมมือในการดำเนินการเพื่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนประเทศผู้ร้องขอนั้นก็ต้องให้ความร่วมมือเช่นกัน
หากประเทศไทยร้องขอ และผู้มีหน้าที่โดยตรงในการนี้ก็คืออัยการ
                ในทางกลับกัน  กรณีที่บุคลกระทำความผิดในไทยแล้วหลบหนีไปต่างประเทศ  เมื่ออัยการมีคำสั่งฟ้องแล้วก้จะดำเนินการ
เพื่อขอให้รัฐบาลแห่งประเทศนั้น ๆ ส่งตัวข้ามแดนมา อัยการแห่งประเทศนั้น ๆ ก็จะนคดีขึ้นสู่ศาลในทำนองเดียวกัน โดยอัยการไทย
จะร่วมประงานปละปรึกษาหารือกับอัยการเจ้าของคดีในประเทศนั้นอย่างใกล้ชิด   เพื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งปวงให้
ตามที่อัยการในประเทศนั้นต้องการและเห็นว่าเพียงพอสำหรับการดำเนินคดีในศาล
                 (ข)   การร่วมมือกับต่างประเทศในการสอบสวนและอื่น ๆ
นอกจากการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันแล้วนานาประเทศยังมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญากรณีอื่น ๆ เพื่อปราบปราม
อาชญากรรมระหว่างประเทศ เช่น ช่วยสอบปากคำพยานและช่วยรวบรวมพยานหลักฐานให้แก่กัน ช่วยดำเนินการค้น ยึด และ
สืบหาตัวบุคคลให้แก่กัน
                 พ.ร.บ ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ประสานงานกลางทั้งการ
ให้ความช่วยเหลือหรือขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติอัยการจะทำหน้าที่ประสานงานโดยตรงกับผู้ประสานงาน
กลางของต่างประเทศ
              3.  งานด้านรักษาผลประโยชน์ของรัฐ
                  ในการบริหารราชการแผ่นดิน หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจอาจประสบปัญหากฎหมายอันเป็น
อุปสรรคแก่การปฏิบัติงาน หรืออาจนำไปสู่การเป็นคดีความได้ อัยการจึงทำหน้าที่ทนายแผ่นดินด้วยการรับปรึกษาหารือปัญหา
กฏหมายเหล่านั้น เพื่อให้การบริหารราชการของหน่วยงานต่าง ๆ ลุล่วงไปด้วยดี และแม้จะเกิดเป้นคดีความขึ้นในทางแพ่งไม่ว่าฝ่าย
ราชการจะเป็นโจทก์หรือจำเลย  อัยการก็จะรับดำเนินการว่าต่างแก้ต่างให้  จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
                อนึ่ง   ในแต่ละปีหน่วยงานภาครัฐต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งใช้เงินกู้จากต่างประเทศเป็นจำนวนมากในการจัดซื้อ
จัดจ้าง ในกรณีนี้อัยการจะทำหน้าที่ตรวจร่างสัญญาก่อนที่จะนำไปลงนามผูกพันกันเพื่อดูแลให้สัญญามีความเป็นธรรมแก่คู่สัญญา
ทั้งฝ่ายราชการและเอกชน โดยตข้อสำคัญจะต้องไม่ทำให้รัฐเสียเปรียบ
               4.   งานด้านคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฏหมายแก่ประชาชน
                     การทำหน้าที่ทนายแผ่นดินหาได้จำกัดเพียงการเป้นที่ปรึกษกฎหมายและการดำเนินคดีแทนรัฐเท่านั้นแต่อัยการยังรับ
ดำเนินการทางศาลให้แก่ประชาชนที่สามารถดำเนินการเองได้อีกด้วย เช่นจะฟ้องบุพการีของตนเองเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 
กฏหมายห้ามมิให้ฟ้อง แต่อัยการอาจดำเนินการแทนให้ได้ซึ่งเรียกว่า "คดีอุทลุม" หรือในกรณีที่ประสงค์จะดำเนินคดีแพ่งแต่ขาดแคลน
ทุนทรัพย์ อัยการก็รับดำเนินการให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งรับดำเนินการให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้ง
รับให้คำปรึกษาหารือด้านกฎหมาย ตลอดจนช่วยทำนิติกรรมสัญญาปละประนอมข้อพิพาทให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ใด ๆ ทั้งสิ้น
                    นอกจากนี้อัยการยังออกไปอบรมกฎหมายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันแก่ประชาชน และจัดอบรมอนุญาโตตุลาการหมู่บ้าน
เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการอบรมทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยคดีความเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ประชาชนในท้องถิ้นด้วย
                5.  งานตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง
                     ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงผูใดมีทรัพย์สินเพิ่มาขึ้นผิดปกติ หรือเมื่อถูกกล่าว
ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและคณกรรมการป้องกันและปราบ
ปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วเห็นว่ามีมูล  จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฏีการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง
ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นงานตามที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญ
                 6.  งานพิเศษ
                     นอกเหนือจากหน้าที่ราชการดังกล่าวแล้ว สำนักงานอัยการสูงสุดังตระหนักในภารกิจที่จะต้องเผยแพร่ความรู้ทาง
กฎหมายแก่ประชาชนในชนบททั่วประเทศและในวาระมงคลพิเศษสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนพรรษา 6 รอบ
สำนักงานอัยการสูงสุดจึงได้เฉลิมพระเกียรติยศ โดยจัดตั้งห้องสมุดกฎหมายสำหรับประชาชนเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้นในสำนักงาน
อัยการทั่วประเทศ เช่นที่อำเภอเบตง อำเภอแม่สอด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้
เป็นสถานที่ค้นคว้าหาความรู้ในวิชากฎหมายของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชน รวมทั้งข้าราชการในท้องถิ่นชนบท